Web 2.0 เปรียบเว็บไซต์ทั่วๆ ไปคือทีวีขาวดำในสมัยก่อน ต่อมาเทคโนโลยีก็พัฒนาขึ้นเป็นทีวีสี ทั้งจอนูน จอแบน จอ LCD
หรือในรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย เช่นเดียวกันเว็บไซต์เองก็มีการพัฒนาทางเทคโนโลยีอยู่อย่างสม่ำเสมอเนื่องด้วยปัจจัย ทางฝั่งของผู้ใช้งาน (User) เป็นหลัก ทำให้โปรแกรมเมอร์ต้องคิดหาวิธีดูแลและเอาใจใส่ผู้ใช้งานมากขึ้น (เพราะคุณคือคนสำคัญ) ส่งผลให้เกิดเบราเซอร์ใช้งานง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นด้วย สรุปง่ายๆ ก็คือ Web 2.0 ก็คือยุคที่ 2 ของเว็บนั่นเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนของ Web 2.0 ก็ได้แก่
พวก AJAX การใช้งาน Feeds, Podcast, Social Network ฯลฯ เป็นต้น ทั้งนี้ Web 2.0 Application จะประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.User คือพระเจ้า แปลว่า
เมื่อเข้าเยี่ยมเว็บไซต์จะมีการตอบโต้ได้มากขึ้นไม่ใช่แค่เข้ามาชมเว็บไซต์เฉยๆ บางครั้งผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถสร้าง
เนื้อหา (Content) ของเว็บไซต์ขึ้นมาได้เอง หรือสามารถ tag content ของเว็บไซต์ (คล้ายๆ การกำหนดคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาโดยผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นผู้กำหนดขึ้น) ตัวอย่างเช่น YouTube, Wikipedia, Digg, Flickr เป็นต้น
2.Web 2.0 application
จะมีคุณสมบัติที่เรียกว่า RIA (Rich Internet Application) นั่นคือ Web 2.0 Application จะมียูเซอร์อินเทอร์เฟชที่ดียิ่งขึ้น
เช่นคุณสมบัติ Drag & Drop สามารถย้ายเอาเมนูต่างๆ มาวางไว้ในที่ๆ เราต้องการได้
ซึ่งเราใช้กันใน Desktop Application ทั่วๆ ไปก็สามารถใช้ได้บนเว็บเช่นกัน เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในการสร้าง RIA ก็ได้แก่ AJAX, Flash เป็นต้น
3.คุณสมบัติที่เรียกว่า Mash-Up
ก็คือการที่เราสร้าง Web application ขึ้นมาสักตัวหนึ่ง แล้วเราสามารถเปิด service ของ Web Application ให้คนอื่นๆ
สามารถมาใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น สร้าง Web Application เกี่ยวกับระบบการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ขึ้นมา โดยสามารถเชื่อมโยงระบบที่สร้างเข้ากับ Googlemaps ได้อย่างง่ายดายเพื่อที่จะทำ Web Application นั้นมีความสามารถในการซื้อขายสินค้าออนไลน์แล้วยังสามารถคำนวณระยะทาง และเวลาในการขนส่งสินค้าไปให้ลูกค้าโดยที่ผู้สร้างไม่ต้องสร้าง Application สำหรับสร้างแผนที่ขึ้น
มาเองเลยโดยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องคือ Feeds, RSS, SOA, Web Services เป็นต้น
SaaS (Software as Service) เป็น Model ใหม่สำหรับการใช้บริการซอฟต์แวร์ แต่ก่อนเราอาจจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์แล้วนำมาติดตั้งบนเครื่องเรา ถึงเวลาที่ผู้ผลิตอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ เราก็ต้องไปดาวน์โหลดหรือซื้อซอฟต์แวร์ในเวอร์ชั่นใหม่ และถ้าหากมีผู้ใช้ซอฟต์แวร์เป็นจำนวนมาก ๆ ก็จะต้องเสียเวลาและเงิน
อย่างมากในการอัพเดตซอฟต์แวร์แต่ละครั้งซึ่ง SaaS จะสามารถแก้ปัญหาในจุดนี้ได้โดยมอง ซอฟต์แวร์เป็นเหมือนบริการๆ
หนึ่ง โดยผู้ใช้บริการเพียงแค่จ่ายเงินค่าบริการ แล้วก็สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ผ่านทาง เว็บเบราเซอร์ได้ทันที เมื่อมีการอัพเดต ตัวซอฟต์แวร์ก็จะทำเองอัตโนมัติ SaaS มีข้อดีคือ ผู้ใช้จะสามารถวางแผนงบประมาณสำหรับการซื้อซอฟต์แวร์ได้มากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่ว่าซื้อซอฟต์แวร์มาแล้วยังต้องจ่ายค่า ซัพพอร์ต, ค่าแก้ปัญหา bug อื่นๆ ตามมาอีกภายหลัง) และใช้เวลาน้อยกว่าในการอัพเดตซอฟต์แวร์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ในแต่ละครั้ง ตัวอย่าง SaaS ก็ได้แก่ Google, Salesforce, Zoho เป็นต้น